วรรณกรรมปัจจุบัน
(MD302)

วรรณคดีร้อยแก้วสมัยรัตนโกสินทร์

หลังได้รับอิทธิพลตะวันตก ประเภทบันเทิงคดี (นวนิยาย) ยุคแรก

นางสาวกมลทิพย์ กาลพันธ์

๑. ความหมายของนวนิยาย

 สุพรรณี วราทร กล่าวว่า คำว่านวนิยายในภาษาไทย เป็นคำศัพท์ใหม่ที่ใช้เรียกวรรณกรรมประเภทเรื่องสมมุติหรือบันเทิงคดี (Fiction) ที่เป็นร้อยแก้วแบบพรรณนาโวหาร ซึ่งในภาษาไทยแต่เดิมเรียกว่า เรื่องอ่านเล่นหรือเรื่องประโลมโลก

 นวนิยาย มาจากภาษาอังกฤษว่า Novel และ Novella ในภาษาอิตาเลียน คำนี้ใช้เป็นครั้งแรกเพื่อเรียกนวนิยายอย่างใหม่ของบอกาจิโอ (Boccaio) ที่แต่งเรื่อง เดคาเมรอน (Decameroa) ซึ่งแต่งขึ้นราว ค.ศ. ๑๓๓๘-๑๓๔๐ การที่เรื่องเดคาเมรอน ได้รับการกล่าวขวัญจากคนสมัยนั้นว่าเป็นนิยายแบบใหม่หรือนวนิยายนั้น เป็นเพราะบอกาจิโอ เริ่มใช้กลวิธีการเขียนตามแบบ นวนิยายในสมัยปัจจุบันกล่าวคือ เขียนเล่าเป็นเรื่องสั้น ๆ เกี่ยวกับชีวิตมนุษย์ในแง่มุมต่าง ๆ อย่างสมจริง แต่ขณะเดียวกันก็ทำให้ผู้อ่านเห็นว่าเรื่องราวดังกล่าวในวรรณกรรมนั้นเป็นเรื่องสมมุติไม่ใช่เรื่องจริง นอกจากนี้ก็มีวิธีการเสนอเรื่องให้ยอกย้อนชวนติดตาม และมีแนวคิดกว้างขวาง มีลักษณะต่างไปจากการเขียนนิทานนิยายแต่เดิมที่มักสร้างเรื่องจากจินตนาการ และอุดมคติของผู้เขียน แต่ผู้เขียนกลับทำให้เรื่องที่อ่านนั้นดูเหมือนเป็นเรื่องจริง โดยอาศัยการเล่าเรื่องให้เป็นไปตามลำดับเหตุการณ์แล้วสะท้อนแนวคิดสำคัญของเรื่องให้สอดคล้องกับหลักปรัชญาของศาสนาเป็นต้น

๒. องค์ประกอบของนวนิยาย

จากการศึกษาวิธีการและทำนองแต่งนวนิยายของนักวิชาการหลายท่าน สรุปได้ว่า สิ่งสำคัญของนวนิยายที่จะต้องมี ๖ ประการ ดังนี้ คือ

๒.๑ โครงเรื่อง (Plot) คือ เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในเรื่อง ซึ่งมีความสัมพันธ์ต่อเนื่องเป็นเหตุผลต่อกัน โดยมีความขัดแย้งที่ก่อให้เกิดการต่อสู้ทำให้เรื่องดำเนินไปอย่างน่าสนใจและติดตาม โครงเรื่องของนวนิยายมี ๒ ชนิด คือ โครงเรื่องใหญ่ (main plot) คือ แนวที่ผู้ประพันธ์ ต้องการให้เรื่องดำเนินไป ต้องมีการผูกปมเรื่องให้ซับซ้อนและคลี่คลายเงื่อนปมเหล่านี้ในตอนจบ และโครงเรื่องย่อย (sub plot) คือ เรื่องที่แทรกอยู่ในโครงเรื่องใหญ่มีความสำคัญน้อยกว่า แต่เป็นส่วนที่เพิ่มความสนุกสนานแก่เนื้อเรื่อง ฉะนั้นในนวนิยายเรื่องหนึ่งอาจมีโครงเรื่องย่อยได้หลายโครงเรื่อง

๒.๒ ตัวละคร (Character)คือผู้ทำให้เกิดเหตุการณ์ในเรื่อง หรือเป็นผู้แสดง พฤติกรรมต่าง ๆ ในเรื่อง ตัวละครนี้นับเป็นองค์ประกอบสำคัญส่วนหนึ่งของนวนิยาย เพราะถ้าไม่มีตัวละครแล้ว เรื่องราวต่าง ๆ ในนวนิยายก็จะเกิดขึ้นไม่ได้ ตัวละครของนวนิยาย มี ๒ ประเภท คือ ตัวละครเอก (the major character) คือตัวละครซึ่งมีบทบาทสำคัญในการดำเนินเรื่องโดยตลอด หรือ เป็นศูนย์กลางของเรื่อง และ ตัวละครประกอบหรือตัวละครย่อย (the minor character) คือตัวละครซึ่งมีบทบาทในฐานะเป็นส่วนประกอบของการดำเนินเรื่องเท่านั้น แต่ก็ต้องมีส่วนช่วยเสริมเนื้อเรื่องและตัวละครสำคัญให้เด่นขึ้นด้วย

๒.๓ บทสนทนา (Dialogue)คือ การสนทนาโต้ตอบระหว่างตัวละครในนวนิยาย เป็นส่วนที่ทำให้นวนิยายมีลักษณะคล้ายความจริงมากที่สุด บทสนทนาที่ดีต้องเหมาะสมกับบุคลิกภาพของตัวละคร ต้องสอดคล้องกับบรรยากาศในเรื่องและที่สำคัญต้องมีลักษณะสมจริง คือ มีคำพูดที่เหมือนกับบุคคลในชีวิตจริงใช้พูดจากัน

๒.๔ ฉาก (Setting)คือ เวลาและสถานที่รวมทั้งสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ ที่ช่วยบอกให้ผู้อ่านรู้ว่าเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นเมื่อใดที่ไหน ที่นั้นมีลักษณะอย่างไร นวนิยายโดยทั่วไปจะสร้างฉากให้เป็นส่วนประกอบของเรื่อง เพื่อช่วยให้ผู้อ่านเกิดความเข้าใจในเหตุการณ์และเวลาที่ทำหนดไว้ในเนื้อเรื่อง หรือช่วยกำหนดบุคลิกลักษณะของตัวละคร ช่วยสื่อความคิดของผู้แต่ง หรือช่วยให้เรื่องดำเนินไป

๒.๕ ความคิดเห็นของผู้แต่ง (Point of View)คือ ความคิดเห็น ทัศนะ หรือปรัชญา ของผู้เขียน ซึ่งสอดแทรกอยู่ในพฤติกรรมของตัวละคร หรือ คำพูดของตัวละคร ในการเสนอความคิดเห็นหรือแนวคิดนี้ ผู้แต่งจะไม่เสนอออกมาโดยตรง มักจะสอดแทรกซ่อนเร้นอยู่ในพฤติกรรมของตัวละคร

๒.๖ ทำนองแต่ง (Style)คือแบบแผนและลักษณะท่วงทำนองในการแต่ง ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะตัวของผู้ประพันธ์ เช่น การเลือกใช้คำ ท่วงทำนองโวหาร และน้ำเสียงของผู้แต่ง (แต่งแบบแสดงอารมณ์ขัน อ่อนโยน ล้อเลียน ) เป็นต้น

๓. กำเนิดนวนิยายไทย

 วรรณกรรมประเภทบันเทิงคดีของไทยในสมัยต้นรัชกาลที่ ๕ ได้แก่เรื่องนิยายหรือนิทานอิงพงศาวดารจีน และนิทานคำกลอน ซึ่งเรียกว่า เรื่องประโลมโลกหรือ เรื่องจักรๆวงศ์ๆ

 ตอนปลายรัชกาลที่ ๕ มีนักเรียนที่จบการศึกษาจากทวีปยุโรปได้นำอารยธรรมใหม่ๆ และแบบแผนการประพันธ์แนวใหม่ ได้แก่ เรื่องสั้น บทละคร และนวนิยายเข้ามาเผยแพร่ มีการเขียนและการอ่านหนังสือกันอย่างแพร่หลายกว้างขวาง สิ่งเหล่านี้นอกจากจะทำให้การประพันธ์เจริญ และเปลี่ยนแนวนิยมที่เน้นร้อยกรองเป็นร้อยแก้ว ยังเปลี่ยนความนิยมจากนิยายอิงพงศาวดารจีนและเรื่องจักรๆวงศ์ๆ มาเป็นบันเทิงคดีร้อยแก้วแบบตะวันตก เช่น เรื่องแปลจากภาษาตะวันตก โดยในระยะแรกเป็นประเภทเรื่องสั้น ต่อมาจึงมีนวนิยายแปล และในที่สุดจึงมีนวนิยายไทยที่แต่งตามแบบแผนทางวรรณกรรมตะวันตก

 ในยุคที่วรรณกรรมเรื่องสั้นเป็นที่นิยมแพร่หลาย นวนิยายไทยก็กำเนิดขึ้น เรื่องแรกที่ลงในวารสารรายเดือนลักวิทยา คือ เรื่องความพยาบาทซึ่ง แม่วันหรือ พระยาสุรินทราชา (นกยูง วิเศษกุล)แปลจากนวนิยายภาษาอังกฤษเรื่อง Vendetta ของ Marie Corelli นักประพันธ์สตรีชาวอังกฤษ ในปีพ.ศ. ๒๔๔๓ แม้ว่าจะเป็นนวนิยายที่แปลมาจากฝรั่ง แต่ก็เป็นนวนิยายเรื่องแรกที่ใช้ภาษาไทย ส่วนนวนิยายไทยแท้เรื่องแรกคือ เรื่องความไม่พยาบาทแต่งโดย หลวงวิลาศปริวัตร (เหลี่ยม วินทุพราหมณกุล)ข้อแตกต่างระหว่างนวนิยายสองเรื่องนี้คือ ในเรื่องความพยาบาท ตัวเอกในเรื่องถือคติว่า เวรย่อมระงับด้วยการจองเวร แต่เรื่องความไม่พยาบาทยึดหลักธรรมว่า เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร

๔. นวนิยายในยุครัชกาลที่ ๕ (พ.ศ. ๒๔๔๓ ถึง พ.ศ. ๒๔๕๓)

 หลังจากแม่วันแปลนวนิยายของตะวันตกเรื่องแรกในปีพ.ศ. ๒๔๔๓ แล้ว ก็มีผู้แปลและผู้แต่งเรื่องอื่นๆ อีกในเวลาต่อมา เรื่องที่นิยมแต่งและแปลมีสองแนวคือ เรื่องการสืบสวนคดีต่างๆ เรียกว่าอาชญนิยาย และเรื่องเกี่ยวการผจญภัย

 เนื่องจากไม่สามารถค้นหาต้นฉบับนวนิยายอื่นๆ ที่แต่งในสมัยนี้ได้ จึงจะพิจารณานวนิยาย ๒ เรื่องเป็นตัวแทนของนวนิยายในสมัยนี้ คืออาชยนิยายเรื่อง นิทานทองอินพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๖ โดยใช้พระนามแฝงว่า นายแก้ว-นายขวัญซึ่งลงพิมพ์ในวารสารทวีปัญญาเป็นตอนๆ เริ่มตั้งแต่เดือนเมษายน ร.ศ. ๑๓๒ (พ.ศ. ๒๔๔๗) และนวนนิยายผจญภัยกึ่งนวนิยายรักเรื่อง ดาราหวันพระนิพนธ์ของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ในพระนามแฝงประเสริฐอักษร พิมพ์ครั้งแรกเมื่อ ร.ศ. ๑๒๗ (พ.ศ. ๒๔๕๑) ในสมัยนั้นนวนิยายเกี่ยวกับความรักแท้ๆ ยังไม่มี เพราะไม่อยู่ในความนิยมทั้งของผู้อ่านและผู้ประพันธ์

 ๔.๑ โครงเรื่อง

 อาชญนิยาย (เรื่องนิทานนายทองอิน)

 วรรณกรรมนักสืบเป็นประเภทหนึ่งของนวนิยายหรือเรื่องสั้น ซึ่งเกี่ยวข้องกับการอาชญากรรม ฆาตกรรม และถูกคลี่คลายคดีด้วยการสืบสวนของนักสืบ

เนื้อเรื่องมักจะลึกลบซับซ้อน  ซึ่งตัวเอกที่เป็นนักสืบจะต้องคลี่คลายคดีจากร่องรอยที่มีอยู่

และแกะรอยเพื่อที่จะแก้ปมคลายคดี  นิยายนี้เป็นที่ยอมรับกันว่าตรงตามเรื่องนักสืบ แม้ว่าในทาง

ปฏิบัติอาจมีความหลากหลายกว้างมากเกิน เช่น การขาดตัวนักสืบ หรือขบวนการคลี่คลายเงื่อนปม ร่องรอยตั้งแต่ต้นก็จะกลายรูปเป็นอาชญนิยาย ซึ่งมีความลึกลับที่ต้องหาร่องรอยเอาเอง เนื้อเรื่องลึกลับที่ต้องสืบสาวร่องรอยให้ได้ ตลอดจนมีความเขย่าขวัญเป็นส่วนสำคัญของอาชญนิยาย และมักเป็นเรื่องเกี่ยวกับนักสอดแนม การล้วงความลับทางทหารหรือการถูกตามล่า ซึ่งไม่จำเป็นว่าจะต้องมีนักสืบเป็นตัวเอกเสมอไป

นวนิยายและเรื่องสั้นประเภทนี้เป็นที่นิยมกันมากในอังกฤษและสหรัฐอเมริกา ตัวอย่างนวนิยายนักสืบที่เด่นๆ ได้แก่เรื่องนักสืบ ชุด เชอร์ล็อคโฮล์มส์ ของเซอร์ อาเธอร์ โคแนนดอยล์ และเรื่องราวของนักสืบ ปัวร์โรต์ ของอกาธา คริสตี้

 เรื่องนิทานทองอิน เป็นอาชญนิยายเรื่องแรกของไทย มีลักษณะเป็นเรื่องสั้นตามแบบแผนวรรณกรรมสมัยใหม่ แต่จัดเป็นนวนิยายประเภทที่เป็นตอนต่อเนื่องกันได้ เพราะแม้เนื้อเรื่องแต่ละตอนจะไม่ติดต่อกัน แต่ก็มีความเกี่ยวโยงกันด้วยตัวละครเอกซึ่งเป็นตัวเดียวกันทุกตอน เรื่องนิทานทองอินนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับการสืบสวนคดีต่างๆ โดยผู้ประพันธ์กำหนดผู้ช่วยพระเอกเป็นตัวเล่าเรื่องทำนองเดียวกับนวนิยายชุดนักสืบเชอร์ลอกโฮล์มส์ มีทั้งหมดสองชุด ๑๕ ตอน แต่ละตอนมีชื่อเฉพาะและจบในตัวเอง

นวนิยายผจญภัยกึ่งความรัก (เรื่องดาราหวัน)

นวนิยายผจญภัย ได้แก่นวนิยายที่มีเนื้อหากล่าวถึงเรื่องการต่อสู้ผจญภัยของตัวละครเอกในรูปแบบต่าง ๆ จนได้รับความสำเร็จโดยไม่คาดหมาย แล้วมีเรื่องสตรีและความรักเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

นวนิยายเรื่องดาราหวันเป็นนวนิยายที่สมบูรณ์ทั้งในด้านความยาวและลักษณะการประพันธ์ เป็นเรื่องการผจญภัยและความรักของคนไทยผู้มีตระกูลสูงและมีฐานะดีคนหนึ่ง ชายผู้นี้มีความเบื่อหน่ายกรุงเทพฯ จึงซื้อเกาะเล็กๆ ใกล้แหลมมลายูไว้เกาะหนึ่ง แต่เมื่อเดินทางไปยังเกาะนั้นกลับได้รับการปองร้ายและขับไล่จากชาวพื้นเมือง ด้วยสิทธิ์อันชอบธรรมในการเป็นเจ้าของเกาะนั้น เขาจึงต่อสู้จนสามารถได้ตัวนางดาราหวันหลานสาวรายาหัวหน้าเกาะเป็นเชลย ฝ่ายชาวเกาะมีซะเลมานคู่หมั้นของนางเอกและเป็นตัวโกงในเรื่องเป็นหัวหน้าคอยต่อสู้อยู่ ด้วยความดีของพระเอก ดาราหวันจึงเห็นใจและยอมเป็นพวกด้วย ในขณะที่ถูกชาวเกาะล้อมอยู่นั้น พระเอกได้เรียนรู้ความลึกลับต่างๆ บนเกาะ ในที่สุดรายาแห่งปะหังซึ่งเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษมาช่วยไว้ แต่ตัวรายาเองก็ถูกชาวเกาะฆ่า พระเอกกับนางดาราหวันและพรรคพวกจึงลงเรือหนีไป โดยได้รับการช่วยเหลือจากเรือรบไทย จนได้กลับมาถึงกรุงเทพฯ ในที่สุด

๔.๒ ตัวละคร

การบรรยายตัวละครในนวนิยายที่แต่งในสมัยรัชกาลที่ ๕ นั้น ผู้ประพันธ์นิยมบรรยายรูปร่างลักษณะโดยทั่วไป นิสัย ความรู้ สภาพแวดล้อม อากัปกิริยา และบุคลิกลักษณะอย่างสั้นๆ ใช้ภาษาสามัญที่เข้าใจง่าย ทำให้มองเห็นภาพได้ชัดเจน ไม่นิยมพรรณนาส่วนต่างๆ บนใบหน้าแต่ละอย่างโดยละเอียดเช่นในนวนิยายที่แต่งในสมัยต่อมา สำหรับตัวละครสำคัญ ผู้ประพันธ์จะบอกประวัติความเป็นมาด้วย ลักษณะการเสนอตัวละครมี ๓ วิธี คือ ผู้ประพันธ์แนะนำตัวละครเอง ตัวละครเป็นผู้เล่าเรื่องของตน หรือตัวละครอีกตัวหนึ่งเป็นผู้แนะนำ ดังตัวอย่างต่อไปนี้

การให้ตัวละครในเรื่องเป็นผู้แนะนำ ใช้ในการแนะนำตัวนายทองอิน ตัวเอกในเรื่องนิทานทองอิน ผู้ประพันธ์กำหนดให้นายวัดเพื่อนสนิทของนายทองอินเป็นผู้แนะนำ โดยใช้คำสรรพนามแทนตนเองว่า ข้าพเจ้ารายละเอียดที่ผู้ประพันธ์แจ้งให้ทราบได้แก่ ความรู้ ความสามารถ และอาชีพ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญต่อพฤติกรรมในแต่ละตอน เช่น

....นายทองอินนี้เป็นคนมีสติปัญญา ไหวพริบมาก ทั้งมีความรู้ดีด้วย ซึ่งทำให้ผู้รู้จักเขาปลาดใจมากว่าไม่ทำราชการในกระทรวงหนึ่งกระทรวงใดเลย อีกประการหนึ่ง มีผู้ไม่ทราบอยู่โดยมากว่านายทองอินทำการหาเลี้ยงชีพอย่างไร เขาไม่ได้ค้าขาย ไม่ได้เป็นหมอความ และดูเหมือนไม่ได้ทำอะไรเลย แต่ก็มีบ้านอยู่สบายและมีเงินใช้พอเสมอ ข้าพเจ้า ขอขยายความลับข้อนี้ให้ท่านฟัง (ข้าพเจ้าได้รับอนุญาตจากนายทองอินแล้วให้ขยาย) นายทองอินนั้นทำการคล้ายพลตระเวนลับ คือเป็นผู้สืบข่าวต่างๆ โดยทางเงียบๆ

(นิทานทองอิน หน้า ๒-๓)

ส่วนการให้ตัวเอกในเรื่องบรรยายตัวละคร ใช้ในการบรรยายซะเลมานและเพื่อนหญิงซึ่งเป็นผู้ร้ายในเรื่องดาราหวัน ผู้ประพันธ์บรรยายลักษณะท่าทาง รูปร่างและการแต่งกายของตัวละครจากสายตาของตัวเอก โดยแทรกความรู้สึกและความคิดเห็นเป็นเชิงแนะให้ผู้อ่านรู้สึกว่าตัวละครนี้เป็นผู้ร้าย ดังตัวอย่าง

...เจ้าผู้ชายนั้น ด้วยคนนั้นเป็นชายและหญิง แต่รูปพรรณคมสันองอาจ แต่ดูถ้า (ท่า) เขาดูเหมือนจะพื้นมิสู้ดีอย่างไรอยู่มิรู้ ฉันให้ออกรู้สึกว่าได้เคยเห็นหน้าเขามาก่อนแล้ว...นางผู้หญิงนั้นหน้าตาสะสวย แต่หน้าออกเป็นมอญๆ ที่ไหนละ ผมก็บอกอยู่เต็มตัว แต่ทำดัดให้หยิกโหย่งและเกล้าอย่างฝรั่งให้งามตาขึ้นเท่านั้นเอง หูตาคมคาย จริต กิริยา เยื้องกรายเข้าที ท่าทางก็บอกว่าฉลาดและมีความรู้ และเมื่อหล่อนพูดกับเจ๊กบ๋อยฉันก็จับได้เพียงว่าเป็นกระแสรามัญ มีเคลิ่งๆ อยู่ในสำเนียงมาก ถ้าจะพูดกันสั้นๆ นับเป็นคู่คมสัน คงเป็นคนสำคัญอย่างไรอยู่ นุ่งกางเกงแต่งตัวอย่างฝรั่ง แต่ไม่ใช่ฝรั่ง ทั้งผู้หญิงก็ยังแต่งเป็นไทยใหม่...

(ดาราหวัน หน้า ๓๐-๓๖)

ผู้ประพันธ์บรรยายภาพรายาแห่งปะหัง ซึ่งเป็นตัวโกงในเรื่องดาราหวัน โดยผ่านสายตาและทัศนะของตัวเอกในเรื่อง มีเจตนาบรรยายให้เห็นความตรงกันข้ามระหว่างบุคลิกลักษณะและตำแหน่งหน้าที่ ดังนี้

....ท่านเป็นคนรูปร่างโตตระหง่านสูงใหญ่ ท่าทางอายุเห็นจะยังหย่อนหกสิบ หน้าตาท่านย่นแสยะ ขมึงทึงขึงขัน ออกฝีปะหระปะราย (ประปราย) ผิวเนื้อค่อนข้างดำๆ และหยาบกร้านหู่เหี่ยว ไว้หนวดทั้งมีเคราหรอมแหรม ออกจะหงอกปะหระปะราย (ประปราย) ริมฝีปากออกหนาๆ ตาส่อนๆ และเล็ก ฉันออกไม่สู้ชอบรูปพรรณท่านผู้นี้นัก แต่ท่านเป็นคนสำคัญเปรียบเหมือนกฎหมายและความสงบเรียบร้อยและซิวิไลซ์…”

(ดาราหวัน หน้า ๗๑๔)

นอกจากบรรยายรูปร่างลักษณะโดยทั่วไปแล้ว ยังให้รายละเอียดเกี่ยวกับประวัติตัวละครด้วย

...ด้วยมหารายาอาระซัคผู้นี้ มารดาเป็นแขกกะลิงค์ เจ๊ะมาเลียมของมหารายาบิดามหารายาอาระซัคไม่มีบุตร มหารายาอาระซัค (ถึงเป็นลูกเมียคูเนะ(เมียน้อย) ก็ต้องสืบวงศ์) จึงได้รับตำแหน่งรายามุดา ครั้นสิ้นบุญบิดาแล้วก็เลยได้เป็นตัวมหารายา ครองเมืองปะหังสืบมา...

(ดาราหวัน หน้า ๗๑๖)

นอกจากวิธีบรรยายดังกล่าวมาแล้ว ผู้ประพันธ์ยังใช้บทเจรจาบรรยายตัวละครได้อย่างชัดเจน ดังตัวอย่าง เป็นตอนที่พระเอกกล่าวถึงนางเอกในขณะที่ปลอมตัวเป็นชายมาต่อสู้กับฝ่ายพระเอกและถูกจับเป็นเชลย

...เห็นฤายังเล่า ฉันว่า เจ้าเด็กหนุ่มแม่ทัพเชลยของเราคนนี้นะ และคือตัวนางสาวน้อยตนกูดาราหวันดะลีมาอาบูบากัดนางเองตรงๆ ทีเดียวเพราะจะเป็นใครคนอื่นได้อีกเล่าที่จะมีอำนาจชี้นิ้วสั่งตนกูซะเลมานได้ และถามว่า พวกบริวารของชายานอกนั้นทั้งสิ้น เขาพากันไปข้างไหนเสียหมดแล้ว ?” “จะมีใครเล่าฉันซักตัวเองด้วย เหมือนกับว่าเทพธิดาของเจ้านายในเกาะนี้ ที่จะมีสุรเสียงแสนเสนาะ มีดวงหน้าลำแขนและรูปทรงแสนสวยสำอางโฉม เสมอหน้าเจ้าหนุ่มเชลยน้อยของฉันคนนี้ได้เล่า ? และมีผู้หญิงชาวเกาะคนนี้คนไหนอีกเล่าที่จะเข้าใจภาษาไทยได้ฉะฉาน ? ยิ่งตรองยิ่งสังเกตสังกาเหตุผลประกอบกันไปให้รอบคอบแล้ว ก็ต้องลงเนื้อได้แต่อย่างเดียวว่านารีนี้มิใช่ใคร คือโฉมแม่นางตนกูดาราหวันดะลีมาอาบูบากัดนางเดียวเท่านั้นเอง ถูกแหมเล่า ?”

(ดาราหวัน หน้า ๒๓๙-๒๔๐)

๔.๓ บทสนทนา

การสนทนาโต้ตอบของตัวละครในนวนิยายซึ่งแต่งในสมัยรัชกาลที่ ๕ มีลักษณะเฉพาะบางประการอันไม่พบในนวนิยายที่แต่งในสมัยอื่น เช่น การใช้สรรพนามบางคำ และการเรียกชื่อสิ่งต่างๆ ตามสำเนียงภาษาต่างประเทศ

การใช้สรรพนามที่แตกต่างกับในสมัยอื่น เช่น ฉัน แก หล่อน พ่อ ในกรณีต่างๆ ดังตัวอย่างต่อไปนี้

การสนทนาระหว่างชายสองคนที่มีฐานะเท่าเทียมกันแบบเพื่อน คนหนึ่งเรียกตนเองว่า ฉันและเรียกคู่สนทนาว่า แกดังตัวอย่าง

ข้าพเจ้ายิ้มแล้วพูดว่า แหม ! ทายใจแม่นจริง ฉันตั้งใจจะมาเล่าเรื่องอีนาคพระโขนงที่เกิดขึ้นใหม่นี้ให้แกฟังทีเดียวนายทองอินตอบว่า ฉันทายใจแกถูกนะซี ฉันจึงชิงพูดขึ้นเสียก่อนข้าพเจ้าหัวเราะแล้วถามว่า ก็ถ้าไม่ใช่ผีแล้วมันเป็นอะไรเล่า ?”

มันก็เป็นคนนะซี พ่อวัด

ก็อ้ายคนนั้นมันมีประสงค์อะไรล่ะ ?”

นี่แหละฉันยังไม่ได้สืบสวนให้ถ้วนถี่ จะบอกแกเห็นจะยังไม่ได้ แต่มีของแน่อยู่อย่างหนึ่งคือ เจ้าคนที่ทำผีหลอกฉัน ไม่ได้ประสงค์จะขโมยพันโชติ” ”

(นิทานทองอิน หน้า ๔)

แต่หากเป็นกรณีที่ฝ่ายหนึ่งมีฐานะทางสังคมต่ำกว่าอีกฝ่ายหนึ่ง ผู้สูงกว่าจะเรียกคู่สนทนาว่า แก แล้วเรียกตนเองว่า ฉันในกรณีเดียวกันฝ่ายที่ต่ำกว่าก็จะเรียกแทนตนเองว่า กระผมแล้วเรียกคู่สนทนาว่า ท่านหรือ ใต้เท้าหรือเรียกบรรดาศักดิ์ เช่น คุณหลวง คุณพระ

มีสรรพนามคำหนึ่งที่นำมาใช้ต่างกับที่เราใช้ในปัจจุบัน คือคำว่า หล่อนซึ่งตามปกติแล้วเป็นคำที่ใช้เรียกสตรี แต่ในนวนิยายที่แต่งในสมัยนี้นำมาใช้เรียกตัวละครที่เป็นชาย ดังตัวอย่างต่อไปนี้

...พ่อหนอม (เป็นชื่อที่ฉันเรียกหล่อนอย่างกันเองจนคุ้นปาก เท่ากับคำที่หล่อนเรียกฉันว่าพี่เหน่ๆ ฉะนั้น ) คนนี้เป็นพี่น้องคนเดียวในวงษ์ตระกูลฉัน ที่เห็นชอบเอาใจช่วยอย่างเต็มอกเต็มใจด้วยกันกะฉันเรื่องเกาะวาเรลลา

(ดาราหวัน หน้า ๑๔)

ในด้านการใช้คำศัพท์ภาษาอังกฤษนั้นมีสองลักษณะคือ ศัพท์ที่เป็นชื่อเรียกสิ่งที่มาจากอารยธรรมตะวันตกใหม่ๆ ยังไม่มีชื่อเรียกเป็นภาษาไทย ก็จะเรียกทับศัพท์ภาษาเดิมแต่สะกดเป็นไทย ตามสำเนียงอ่านอย่างไทย เช่น เรียกตำรวจว่า โปลิศ (Police) เรียกสถานที่ทำการว่า ออฟฟิศ (Office) กิจการที่เป็นส่วนตัวเรียก ไปรเวท (Private) และเรียกสุภาพบุรุษว่า เย็นทีลแมน (Gentleman)

ข้อสังเกตอีกประการหนึ่งเกี่ยวกับศัพท์ที่ใช้คือ มีคำเฉพาะซึ่งเป็นที่รู้และเข้าใจกันในสมัยนั้น เช่น เรียกพลตำรวจว่า พลตระเวน ใช้คำ ฤา แทน หรือ ปรัตยุบัน แทน ปัจจุบัน ปะหระปะราย แทน ประปราย และ พิศม์ แทน พิษ เป็นต้น ดังตัวอย่าง

พระเอกในเรื่องดาราหวันพูดกับชาวเกาะ

...และพูดกันสั้นๆ ฉันยิ้มๆ เยาะๆ ด้วยเรารู้ซึมทราบแล้วเดี๋ยวนี้ว่า เกาะนี้เจ้าโรคภัยชอบเกิดไข้พิศม์ เอาชีวิตคนปรัตยุบันทันด่วนเร็วนัก ถ้าข้าไม่ยอมละเป็นต้องเป็นไข้ยังงั้นฤาอาบัง” ”

(ดาราหวัน หน้า ๑๗๑)

นอกจากลักษณะเฉพาะดังกล่าวแล้ว บทสนทนาในนวนิยายไทยระยะแรกก็มีลักษณะของบทสนทนาที่ดีตามหลักสากลคือ มีความง่าย มีขนาดสั้นและยาวสลับกัน กับทั้งมีบทบรรยายแทรก นอกจากนี้ ยังมีความเหมาะสมกับบุคลิกของตัวละคร และยุคสมัยด้วย ดังตัวอย่าง

บทสนทนาระหว่างนายทองอิน นักสืบในเรื่องนิทานทองอิน กับชายจีนเสมียนโรงหวย ผู้ประพันธ์ใช้สรรพนาม ลื้อ อั๊ว ดังที่คนจีนนิยมใช้ และพยายามสร้างงบทเจรจาเลียนเสียงคนจีนที่พูดไทยไม่ชัด

ลื้อบอกอั๊วทีเถอะว่าเจ๊กหยงมาแทงหวยที่ลื้อบ่อยๆ หรือ เสมียนหวยตอบว่า เขามาบ่อยๆ แต่เขาไม่แทงที่อั๊ว เขามาวางอั๊วเขียงโพยหิ้ง

เขียนทีละมากๆ หรือ

เขียงทีละมากๆ ไม่เหงค่อยถูก อั๊วบอกเจ๊กหยง ถ้าลื้อแทงหวยบ่อ